Category:Other
การถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วเป็นส่วนผสมของการถ่ายรูปบุคคล (หรือ Portrait)
กับภาพ Close-up โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่หลักการของการถ่ายรูป
แอ๊บแบ๊วนั้น จัดได้ว่าถ่ายง่ายมาก แต่บางทีก็ติดที่ข้อจำกัดของตัวแบบเอง
หรือขีดความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์มุมกล้อง และมันสมองคนถ่าย
ซึ่งก็มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อกันว่า ท่าทางแอ๊บแบ๊วนั้นมาจากพฤติกรรมของสัตว์
โดยเฉพาะสัตว์น้ำครับ ซึ่งผมจะอธิบายไว้ในช่วงถัดไปว่ามันมีที่มายังไงอีกท ี
แล้วผลก็คือเมื่อนำมารวม ๆ กันแล้วก็จะได้ท่าที่เรียกได้ว่า 'แอ๊บแบ๊ว' ออกมา
กลายเป็นมุมกล้องที่ดูน่ารัก น่าหยิกที่สุด เท่าที่สมองมนุษยชาติ(บางคน)จะคิดได้

อุปกรณ์ก่อนแอ๊บแบ๊ว กล้องถ่ายภาพ ซึ่งก็ควรจะเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง Compact เท่านั้น
เพราะการใช้กล้องระดับ Digital SLR นั้น มีแต่จะก่อให้เกิดอุปสรรคในการถ่ายรูป
ถ้ากล้องไม่ตกใส่กบาลจนหัวแตกเลือดซิบ แขนที่ถือกล้องอยู่ก็อาจมีกล้ามขึ้นได้
ที่สำคัญไม่ได้ไปถ่ายภาพสารคดีหมีควาย ไม่ต้องไปใช้กล้องเทพระดับพระเจ้าก็ได้

หลักการแห่งการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นไม่ยาก แต่ถ่ายอย่างไรให้ดูน่าหยิกอันนี้สิที่ยากยิ่งกว่า
เนื่องจากบางคนหน้าตาชวนให้แสดงออกพฤติกรรมที่รุนแรง ยิ่งกว่าหยิกหรือจับ
หลักการดังกล่าวจะช่วยให้ท่านแอ๊บแบ๊วได้ง่ายดายแม้ห น้าตาท่านจะ Abnormal
โดยรูปแบบการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นมีหลักการง่าย ๆ (แต่สำคัญ)ในการถ่ายดังนี้

1.) มุมแอ๊บแบ๊ว ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เราเรียกว่าอีกอย่างว่ามุมกล้องแอ ๊บแบ๊ว หรือ Abbeaw Shot
คือคนจะแอ๊บแบ๊วได้ต้องใช้มุมกล้องในพิกัดนี้เท่านั้ น เนื่องจากผมยังไม่เคยเห็นคน
แอ๊บแบ๊วคนไหนจะถ่ายแบบสะพานโค้ง หรือแบบลอดขาถ่าย เราจึงกะระยะได้เท่านี้
ที่สำคัญมุมกล้องนี้ถ่ายเองได้ เพราะสามารถใช้มือเดียวในการกดชัตเตอร์ได้สบาย ๆ
โดยมุมที่นิยมมากที่สุดคือมุมสูง (ประมาณ 30o-50o) เพราะจะทำให้หน้าตาดูแบ๊วได้ใจ
ที่มุมกล้องในระดับนี้ได้รับความนิยม คาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าโดดเด่นได้รูปเ ป็นที่สุด

2.) การแต่งหน้าแอ๊บแบ๊ว

ถ้าท่านรู้ตัวว่าหน้าตาท่านไม่ดี เหมือนผีตายทั้งกลมชุบแป้งทอด ก็ขอให้ท่านแต่งหน้าด้วย
การแต่งหน้าแบบแอ๊บแบ๊วจะไม่ยากมาก ก็คือแต่งหน้าธรรมดา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นลิเกนั่นแหละ
คือไม่ต้องรองพื้นมากเหมือนโรยปูนขาวในงานกีฬาสี เอาบาง ๆ ก็พอ ถ้าพ่อไม่ได้ทำแป้งขาย
ที่ต้องขับเน้นก็คือรอบดวงตา เพราะจะต้องทำตาโต เหมือนกับที่บ้านถูกหวยแจ๊กพ็อต 38 ล้าน
แก้ม...อันนี้สำคัญ ทางที่ดีแก้มควรจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นแก้มก้นโดนเตะด้วยรองเท้า Combat
ริมฝีปาก อันนี้ก็ใช่ ให้ทาลิปมันไว้ด้วย อย่าให้คล้ำซีด ถ้าไม่มีลิปให้ต่อยปากเอา รับรองแดงได้ใจ

3.) การทำหน้าแอ๊บแบ๊ว

สำหรับการทำหน้าให้ถูกสนธิสัญญาแอ๊บแบ๊วสากลนั้น หลักใหญ่ใจความไม่ยากมากนักหรอก
คือการทำหน้ามันไม่ยากนะครับ มันก็จะประมาณเอาสัตว์น้ำหลาย ๆ ชนิดมาผสมข้ามพันธุ์กันดังนี้
ดวงตา : จะคล้าย ๆ ปลาตีน ใครเคยเห็นปลาตีนคงรู้ดี เพราะตามันโตใสแบ๊วมาแต่ไกลเลย

แก้ม : เหมือนปลาทอง แต่เป็นปลาทองตะกระที่อมซากุระไว้ในกระพุ้งแก้มแบบเต ็มความจุนะ

ปาก : ปลาซัคเกอร์ (ปลาเทศบาล) คือทำปากให้ประมาณว่าจะเล็มตะไคร่ที่หน้าดินใต้น้ำได ้สบาย ๆ

4.) การจัดท่าทาง

บางคนการแสดงออกทางสีหน้ายังไม่แบ๊วพอ จึงต้องใช้ท่าทางเข้าช่วยเพื่อเสริมพลังแอ๊บแบ๊ว
โดยการออกไม้ออกมือจะช่วยท่านได้ การเอานิ้วจิ้มแก้ม หรือทำตัววี (Victory) เป็นท่าสิ้นคิด
ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่หนีกันไปไหน ท่าก็จะสิ้นคิดคล้าย ๆ กัน บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาคนทำท่า
ว่าลอก ๆ ตามกันมา จนกลายเป็นรูปแบบพื้นฐาน ใครคิดท่าอื่นจะผิดผี หาใช่วิถีแห่งแอ๊บแบ๊วไม่

5.) การตกแต่งภาพ
จากผลสำรวจบอกว่าร้อยละ 35% ขึ้นไปของผู้แอ๊บแบ๊ว จะต้องเอาภาพผ่านโปรแกรมตัดต่อรูป
เนื่องจากการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการถ่ายแบบ Close Up คือถ่ายระยะประชิด
ดังนั้นสิวเสิว ตีนกงตีนกา ขอบตาคล้ำมันจะออกมาหมด แถมบางทีจะชัดยิ่งขึ้นด้วยแสง Flash
จึงต้องนำเข้าสู่ Photoshop ในกระบวนการที่เรียกว่าลวงโลก...เอ้ย...การปรับลดจุด บกพร่อง...

ข้อเสีย คือ...ใครเข้าสู่วิธีการนี้แล้ว 'มักหยุดไม่ได้' เพราะมันส์มือมาก แต่งภาพกันสนุกสนาน
มีสิวลบสิว มีตีนกาก็ทำหน้าเด้ง อ้วนไปก็บีบภาพซะ หน้าดำไปก็ทำให้สว่าง ซึ่งพอทำไปทำมาแล้ว
บางทีออกมาแล้วไม่ใช่คนเดิม หรืออาจถึงขั้น 'ไม่ใช่คน' คือใสมาก เหมือนตุ๊กตา ใสจนควายดูก็รู้ว่าแต่งภาพ
ดังนั้นเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จึงควรกระทำอย่างมีจรรยาบรรณ พอเพียง และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วยครับ ^^''




Category:Other
วิธีการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกต้อง
เอาล่ะคับ...วันนี้มาแนววิชาการซะนิดส์นึง ผมเชื่อว่าทุกคนต้องใช้คอมพิวเตอร์กันเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะเพื่อนพ้อง พี่น้องลุงป้าน้าอาชาว Multiply ---> แต่ให้ผมถามกลับทุกท่านไปว่า เคยมีอาการแบบนี้กันมั้ยคับ "ปวดคอ ปวดบ่า ปวดหลัง เมื่อยล้าสายตา" หลังจากที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปแล้ว แน่นอนล่ะ 70% ของคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ประจำคงต้องเป็นแน่ๆ โรคที่ว่านี้คับ เดี๋ยวนี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนวัยทำงานอย่างเราๆ นี่แหละ จนเค้าจัดกลุ่มโรคที่เรียกว่า "โรคที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน (Work Related Disorders)
เจ้าโรคที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบอาชีพนี้ องค์การอนามัยโลก(ยิ่งใหญ่เชียว) ได้นิยามว่าเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงจากการทำงานแต่การทำงานทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น สมารถแสดงอาการได้ทุกระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal System) ระบบทางเดินหายใจ (Respiratory System) ระบบผิวหนัง (Dermatology System) ฯลฯ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ
ส่วนใหญ่พวกที่นั่งใช้คอมพิวเตอร์แบบเราๆ เนี้ย มักพบว่ามีอาการผิดปกติในส่วนของคอและแขน เช่น อาการปวด ตึง ชา ของนิ้ว ข้อมือ ข้อศอก ข้อไหล่ หรือคอ ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น ซึ่งหลายๆ คนบอกกันว่าเกิดจากการนั่งนานเกินไป ก็บอกกันดื้อๆ เลยคับว่าอย่านั่งนาน อ่า...นั่นมันก็จริง แต่เราลองมาทำความเข้าใจกับมันซิคับว่า ไอ้อาการที่ว่ามาพวกนี้เนี้ยมันมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง
สาเหตุของอาการปวดเหล่านี้เนี้ย...อธิบายได้ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) คับ ---> ergonomics เนี้ยคือศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดสภาพงานให้เหมาะกับคนทำงาน “ หรือ “ การศึกษาคนในสิ่งแวดล้อมการทำงาน เค้าบอกว่าองค์ประกอบของการจัดสภาพการทำงานให้เหมาะกับคนเนี้ยจะเกี่ยวข้องอยู่ 3 อย่าง คือ คน อุปกรณ์ที่ใช้ทำงาน และสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้แหล่ะคับคือสาเหตุที่สำคัญของอาการผิดปกติจากการทำงาน มาดูกันนะคับ
1. คน ก็ว่ากันไม่ได้นะคับว่าถึงแม้จะไฮเทคยังไง ก็ต้องใช้คนทำงานอยู่ดี ยิ่งสมัยนี้คับงานอะไรมั่งก็ไม่รู้คับท่วมหัวเลยคับ โดยเฉพาะชาวสำนักงานอย่างเราๆ คงเข้าใจดีนะคับ งานเยอะมั่งล่ะ เร่งงานมั่งล่ะ โดนกดดันมั่งล่ะ แข่งขันกันมั่งล่ะ พวกนี้แหล่ะคับเป็นสาเหตุที่สำคัญคับ ทำให้เราเครียดคับ พอเครียดแล้วก็ส่งผลถึงร่างกายคับ หลายๆ คนคงเคยเป็นบ้างล่ะผมว่า กระเพาะมั่งล่ะ ปวดหัวมั่งล่ะ กล้ามเนือตึง เมื่อยล้ามั่งล่ะ ...ผมเคยเจอคับ คิ้วนี่ขมวดมาเลย มาบอกเราว่าไม่ได้เครียดนะ สบายดี (หลอกกันเห็นๆ)
ถามว่าจะแก้ยังไง จะบอกให้ลาออกหรือเลิกทำงานก็คงไม่ได้หรอกคับ(จะเอาไรรับทานคับท่าน) คงต้องมีวิธีการจัดการความเครียดตัวเองล่ะคับ หลังจากเลิกงานออกกำลังกายบ้าง เดินเที่ยวเล่นผ่อนคลายจิตใจบ้าง ขณะนั่งทำงานก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง(เค้าบอกให้ทำอย่างน้อยชั่วโมงละครั้งนะคับ) นอกเวลางานแล้วรู้จักวางงานไว้ที่โต๊ะทำงานบ้าง อย่าหยิบเอากลับไปเครียดที่บ้าน ไปหาทำอะไรที่ผิดแปลกไปจากการทำงานบ้าง (เช่น ทำงานในออฟฟิศ เลิกงานก็ออกไปหาถ่ายรูปเล่นบ้างตามประสาอ่ะคับ)
2. อุปกรณ์ที่ใช้ทำงาน ที่จะเห็นหลักๆ เลยก็จะมีโต๊ะทำงานกะไอ่เจ้าคอมพิวเตอร์นี่ล่ะคับ ก็ดีนะคับเดี๋ยวนี้มีคอมฯใช้กัน สะดวกสบายขึ้นเยอะ แต่ก็มีเยอะเหมือนกันที่ไม่สบายตัวจากการใช้คอมฯ เพราะอะไรเหรอคับ ลองไปดูโต๊ะคอมฯ ที่ทำงานตัวเอง หรือที่บ้านก็ได้นะคับ ให้ดูที่ระดับของโต๊ะ คีย์บอร์ดและเมาส์คับ ง่ายๆ คับลองวางแขนที่โต๊ะ คีย์บอร์ดหรือเมาส์ดูคับ ระดับแขนของคุณวางยังไง เค้าบอกว่าระดับของโต๊ะ คีย์บอร์ด และเมาส์ที่เหมาะตามหลัก ergonomics เวลาวางข้อศอกเราจะตั้งฉาก 90 องศาคับ (ทำไงดี เอารูปลงไม่เป็น) ส่วนหลังตั้งตรงแนบกับพนักพิง(ถ้าเป็นเก้าอี้สำนักงานที่พนักพิงอยู่ลึกอาจจะเอาหมอนมาวางดันหลังก็ได้คับ) ระดับจออยู่ในระดับสายตาที่ไม่ต้องก้มหรือมองจอเวลาทำงาน
ผมล่ะเป็นห่วงก็แต่คนที่ใช้ Laptop อ่ะคับ...ส่วนใหญ่เห็นแต่จะเอามาวางตักแล้วทำงานกัน (ผมก้อเป็นคับ ทำงานกับโน้ตบุคบนเตียงกึ่งนั่งกึ่งนอน) ก็พอได้คับ แต่ต้องจัดดีๆ หน่อย เอาหมอนมารองหลังให้ตรง แล้วใช้หมอนอีกนั่นแหละรองโน๊ตบุคให้สูงขั้นมาหน่อย อยู่ในระดับสาย เท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว
3. สิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงาน อันนี้พูดยากเหมือนกันคับ เพราะเราไม่ได้เป็นคนออกแบบที่ทำงานเองนี่คับ สิ่งแวดล้อมนี่ก็จะเกี่ยวข้องกับ แสง สี เสียงในที่ทำงานคับ
แสง ถ้าเยอะเกินไป (ในที่นี้คือแสงไฟนีออนในสำนักงานนะคับ) ลองบอกให้คนที่รับผิดชอบสถานที่ลดจำนวนหลอดไฟลงแล้วติดกล่องไฟสะท้อนดูคับ ช่วยชาติประหยัดไฟได้อีกตะหาก แถมไม่ต้องเสี่ยงเรื่องสายตาของเราด้วยคับ ส่วนที่ทำงานที่ไหนที่แสงน้อยไป รู้สึกว่าทัศนวิสัยในการทำงานไม่ดี ก็เพิ่มจำนวนหลอด หรือเพิ่มกล่องไฟสะท้อนอย่างที่ว่าคับ
สี สีนี่คิดว่าไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่คับ คงไม่มีสำนักงานไหนทาสีเขียว สีส้มสะท้อนแสงนะคับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสีพื้นๆ เช่น สีขาว สีครีม ฯลฯไรประมาณนี้อ่ะคับ จิงๆ ถ้าจะให้ออกแบบจิงๆ อาจจะใช้หลักการของสีมาช่วยได้คับ เช่น เค้าบอกว่าถ้าเป็นห้องทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ อาจจะใช้สีม่วง ส่วนบริเวณไหนในที่สำนักงานที่ต้องการเน้น หรือเป็นจุดสำคัญอาจจะใช้สีแดง สีแสด ไรประมาณเนี้ยคับ(ไม่รู้ลึกซึ้งเหมือนกันคับ...เดาๆ ไป)
เสียง ปริมาณเสียงอย่าดังเกินไปนะคับ อาจจะใช้เสียงเช่น เสียงเพลงช่วยผ่อนคลายระหว่างการทำงานได้คับ (เหมือนสปาอ่ะ...music therapy) สำนักงานบางที่ยังเปิดเพลงคลอเบาๆ เวลางานเลยคับ ส่วนเสียงที่ไม่พึงประสงค์ก็เอาออกไปข้างนอกซะคับ(โดยเฉพาะเสียงนินทากัน...อิอิ)

ลองทำดูคับ....คิดว่าน่าจะทำให้ทุกท่านทำงานได้สบายกายสบายใจขึ้นนะคับ ได้ความยังไงมาบอกกันมั่งนะคับ


ReviewReviewReviewHydro/Aquatic TherapyMay 3, '07 4:03 AM
for everyone
Category:Other
ธาราบำบัด
Hydrotherapy/Aquatic therapy

หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักกับคำว่า ธาราบำบัด (Hydrotherapy หรือ Aquatic therapy) ว่ามันคืออะไร ใช้ทำอะไร เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ที่เป็นเช่นนี้เท่าที่ผมดูอาจจะเป็นเพราะบ้านเรายังมีการนำมาใช้น้อยมาก ทั้งๆ ที่มันมีประโยชน์มหาศาล
Hydro/Aquatic มาจากภาษากรีกที่แปลว่าน้ำ ส่วน Therapy ก็แปลว่าการบำบัด ดังนั้นก็แปลกันตรงๆ ตัวไปเลยว่าคือ การบำบัดด้วยน้ำ เป็นการใช้น้ำในการบำบัดรักษาโรคหรือความผิดปกติ
จริงๆ แล้วใครจะเชื่อว่า มนุษย์เราใช้น้ำในการบำบัดความผิดปกติและความไม่สมดุลของร่างกายมาตั้งแต่โบราณกาล มีหลักฐานโดยฮิปโปเครติส (ถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดศาสตร์ทางการแพทย์) ได้กล่าวไว้ว่า การอาบน้ำชำระล้างร่างกาย สามารถช่วยให้คลายความเมื่อยล้าจากการทำงานได้ และหลังจากนั้น ก็ได้มีการนำน้ำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบำบัดรักษาความผิดปกติเรื่อยมา และมีการคิดค้นทฤษฎี เทคนิคการใช้น้ำเพื่อการบำบัดใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ย้อนอดีตอีกซักครั้งหนึ่ง…เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่าน Mr. James McMillan อาจารย์และผู้ฝึกสอนการว่ายน้ำที่มีชื่อเสียง ได้ประยุกต์ใช้โปรแกรมสอนว่ายน้ำมาใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย โดยมีชื่อว่า Halliwick Method
Halliwick Method ถือกำเนิดขึ้นจากการที่ Mr. James McMillan สอนว่ายน้ำ และฝึกสอนนักกีฬาว่ายน้ำโดยใช้โปรแกรมของตนเอง หลังจากนั้น Mr.James ได้มีโอกาสเห็นผู้ป่วยลงน้ำ จึงได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยในน้ำ และทำการประยุกต์โปรแกรมว่ายน้ำของตน มาใช้เพื่อฝึกและบำบัดด้านการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ และผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องระบบประสาท หลังจากได้รับการยอมรับในโปรแกรมนี้ Mr. James จึงได้จัดตั้ง Halliwick Swimming School
Halliwick Method ใช้หลักการเกี่ยวกับแรงลอยตัว (Buoyancy) และกลศาสตร์ของของไหล (Fluid Dynamics) มาประยุกต์ใช้ในการปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของผู้ป่วยให้มีการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง โดยมักจะเป็นการรักษาแบบ 1 ต่อ 1 คือผู้ป่วยและผู้รักษาจับคู่กัน เนื่องจากโปรแกรมนี้ไม่ได้มีลักษณะตายตัว เพียงแต่ดำเนินไปตามหลักการของ Halliwick Method ที่เรียกว่า 10 Points Program เท่านั้น
ผู้รักษาจะต้องบำบัดผู้ป่วยโดยใช้หลักการของ 10 Points Program โดยมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้





The Ten-Point-Programme of the Halliwick Concept

Point 1 --Mental Adjustment-- Learn to react appropriately to water. Of great Importance is adjustmant to fluidmechanics (buoyancy, flow conditions, waves) Breat control also is an important topic in this point..
Point 2 --Sagittal Rotation Control-- The ability to control movements with left-right components around the sagittal axis of the body, especially in upright situations.
Point 3 --Transversal Rotation Control-- The ability to control movements aroud a transverse axis of the body, e.g.lying down, standing up,rocking in a chair position.
Point 4 --Longitudinal Rotation Control-- The ability to control movements around the longitudinal axis of the body. Especially important in supine: rolling over from supine to supine.
Point 5 --Combined Rotation Control-- The ability to control a „corkscrew“movement around a combination of the previous axes, e.g rotating to supine while falling forward.
Point 6 --Upthrust / Mental Inversion-- The swimmer should understand that the water supports and that he/she does not sink.
Point 7 --Balance in Stillness-- Keeping a position in a stable and relaxed way without compensatory movements of arms or legs, e.g. stand, chair position, oblique, supine.
Point 8 --Turbulent Gliding-- The swimmer glides in the wake of the instructor, who walks backward. The swimmer has to control unwanted movements with head and trunk.
Point 9 --Simple Progression-- A smalll swimming movement with the hands as a preparation for a real propulsive activity. Important is to have automatic trunk control.
Point 10 --Basic Halliwick Movement-- A propulsive swimming movement with the arms (rowing). Individual adaptation because of impairment is allowed.



ในปัจจุบัน Halliwick Method ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ นักกายภาพบำบัดหลายๆ ท่าน ได้นำเอาวิธีนี้มาใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ปัญหาทางระบบประสาท กลุ่มผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาทางระบบประสาทและเด็กพิการ ซึ่งได้มีการจัดตั้งเป็นชมรม สมาคมต่างๆ อย่างแพร่หลาย
จากประสบการณ์ที่เคยใช้ Halliwick Method ในการรักษาผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ พบว่า ให้ผลการรักษาที่ดี ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ใช้เวลาการรักษาที่สั้นลงเมื่อเทียบกับการรักษาบนบก และสามารถบำบัดรักษาความผิดปกติได้อย่างครอบคลุม
หากท่านสนใจเกี่ยวกับ Halliwick Method สามารถเข้าไปศึกษาดูรายละเอียดได้ที่
http://www.halliwick.net โดยในเวปไซต์ดังกล่าวมีทฤษฎี รายละเอียด และกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับ Halliwick Method กล่าวไว้อย่างละเอียด
น้ำ…สิ่งที่ดูธรรมดาแต่มีประโยชน์นานับประการ

Chalerm.
กายภาพบำบัด
มหาวิทยาลัยขอนแก่น

© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help